วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เด็ด "ดา" สะเทือน "สนธิ ลิ้มทองกุล"

เด็ด "ดา" สะเทือน "สนธิ ลิ้มทองกุล"

สังคมเริ่มได้เห็นปรากฏการณ์ การเข้มงวดเรื่องของการใช้กฎหมายควบคุมพฤติกรรมการหมิ่นประมาทสถาบันอย่างจริงจัง แต่ดูเหมือนว่าปรากฏการณ์ที่จริงจังดังกล่าว กลับทำให้ถูกเพ่งเล็งว่า เป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม โดยเอาเรื่องของ ความจงรักภักดี มาใช้เป็นอาวุธ

 

กรณี การเคลื่อนไหวปรากฏการณ์ฝ่ามืออากง ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับจากผู้คนที่มีแนวคิด ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมของการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เกี่ยวข้องในความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท

 

ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วว่า การแสดงความไม่จงรักภักดี หรือ การพูดจาจาบจ้วง ที่ไม่เหมาะสมต่อสถาบัน เป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมรับไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจของคนในชาติ  และตามกฎหมายมีการระบุความผิดเอาไว้อย่างชัดเจน

 

อย่างกรณี ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3959/2551 พิพากษา น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ "ดา ตอร์ปิโด" แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีความผิด ฐานกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี ในการใช้คำพูดจาบจ้วงเบื้องสูง มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

 

โดย “ดา ตอร์ปิโด” ได้ขึ้นปราศรัย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551ด้วยข้อความที่หมิ่นประมาทสถาบัน และทางฝ่ายราชการที่ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาฝังตัวในการชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่สนามหลวงในวันนั้น ได้บันทึกเสียงเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน จนนำไปสู่ขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด

 

เรื่องที่เป็นความผิดก็ต้องว่าตามความผิด ตามกฎหมาย และตามมาตรฐานเดียวกันในการพิจารณา ทั้งเรื่องการตรวจสอบ การไต่สวน และการพิสูจน์ความจริง

 

แต่ในขณะที่ กรณีของ “อากง” นายอำพล ตั้งนพกุล ชายสูงอายุวัย 61 ปี ที่ตกเป็นผู้ต้องหา ในความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(2),(3) ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใดๆอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร 

 

ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตอย่างมากมายในการไต่สวนและพิสูจน์ความจริง แต่ “อากง” ก็ต้องโทษ 4 กระทงๆละ 5 ปี รวม 20 ปี เป็นที่เรียบร้อย โดยยังอยู่ระหว่างการคุมขังและอยู่ในช่วงที่จะตัดสินใจว่าจะยื่นอุทธรณ์สู้คดีหรือไม่ หรือจะขอรับพระราชทานอภัยโทษ แต่มีแนวโน้มว่า “อากง” อาจจะขออุทธรณ์คดีนี้ เพราะยืนยันว่า ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าว

 

ขณะที่ หลายคดีของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะที่เกี่ยวพันกับคดีหมิ่นประมาท นายสนธิ ใช้สิทธิตามกฎหมาย ประกันตัวออกไปสู้คดีเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แม้กระทั่งในคดีที่ถูกฟ้องในกรณีนำคำพูดของ “ดา ตอร์ปิโด” ไปปราศรัยต่อในเวทีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2066/2553ซึ่งขณะนี้คดียังไม่ถึงที่สุด และนายสนธิใช้สิทธิในการประกันตัวออกไปสู้คดี ในขณะที่ต้นเหตุของคำพูด ถูกตัดสินพิพากษาเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว คงต้องดูว่า การดำเนินการในขั้นตอนคดีจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

 

นอกจากนี้ ย้อนไปในคดี นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เป็นโจทก์ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มจำเลยร่วม  ที่ในที่สุดศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลดโทษจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ จำเลยที่ 5 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี เหลือลงโทษจำคุก 6 เดือน

 

พร้อมกับมีคำพิพากษายืนให้ปรับบริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด ผู้ผลิตรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยร่วมอีก 8 รายไปนั้น

 

ซึ่งคดีนี้นายภูมิธรรม ฟ้องนายสนธิ เนื่องจากไปจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 10 ที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี แล้วมีการกล่าวหมิ่นประมาทในทำนองว่าเป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่เคารพสถาบันกษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งเกี่ยวข้องกับการจัดทำเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง โดยถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี เป็นเวลาหลายเวลาในเดือน พฤศจิกายน 2548 และในเว็บไซต์ www.manager.co.th

 

โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 ให้จำคุกนายสนธิ จำเลยที่ 5 เป็นเวลา 2 ปี เพราะศาลฯได้พิจารณาแล้วว่า การทำหน้าที่ตอนนั้น ไม่เป็นไปด้วยการติชมด้วยความสุจริจและเป็นธรรม โดยคดีดังกล่าว ภายหลังนายสนธิ ได้ยืนยันว่า จะขอยื่นฎีกาสู้คดีต่อไป   พร้อมประกันตัวสู้คดียื่นฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริงต่อไป

 

นอกจากนี้ นายสนธิยังมีอีกหลายคดีที่มีการฟ้องร้องเรื่องของการหมิ่นประมาท โดยเฉพาะกับคู่กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหลายคดีได้มีคำพิพากษาไปแล้ว และให้รอลงอาญาเอาไว้

 

จึงอาจมีมุมมอง ที่ต้องการให้เห็นว่า การต่อสู้เรื่องคดีที่มีการเชื่อมโยงไปถึงเบื้องสูง จะต้องทำอย่างเป็นธรรม และไม่ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อรังแกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือใครจะมีสิทธิพิเศษเหนือกันและกัน

 

กระแสการเรียกร้องเรื่องของ มาตรา 112 จึงขยายวงกว้าง และต่างชาติยังให้ความสนใจเป็นกรณีพิเศษตามมา

 

อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ทุกหัวใจของคนไทยยังมีความรักเดียวกัน เพียงต้องการให้อย่าเอาความรัก ไปแบ่งว่าใครรักมาก หรือรักน้อย

 

และฝ่ายที่คิดว่าตัวเองรักมาก ก็อย่าเอาแต่รังแกฝ่ายที่คิดว่ามีความรักน้อยกว่าตัวเอง

 

เพราะทุกคนต่างก็มีหัวใจดวงเดียวกัน คือ หัวใจความเป็นคนไทย.

 

Produced by VoiceTV 

Biker Boots ไอเท็มเท่ยอดนิยม

Biker Boots ไอเท็มเท่ยอดนิยม

Biker boots บู๊ตสุดเท่ที่เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่เหล่าแฟชั่นนิสต้าเลือกที่จะนำมาใช้เพื่อที่จะเนรมิตให้ได้ลุคเท่ที่น่าสนใจ ครั้งนี้เราจะมาแนะนำวิธีการแมตช์ Biker Boots ให้ดูดีและมีสไตล์

 

 

1.Rebel

กรันซ์ลุคเท่แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเรียบหรูโดดเด่นที่การแมตช์แจ็คเก็ตโค้ททรงสวยกับสกินนี่ยีนส์สีแดงพร้อมเพิ่มรายละเอียดด้วไบค์บู๊ตคู่สวย

 

 

2.Shimmer

โดดเด่นเป็นประกายระยิบระยับ กับการแมตช์เสื้อยืดลายสวยกับกระโปรงปักเลื่อมเล็กๆ แล้วเพื่มรายละเอียดด้วยเสื้อเสว็ตเตอร์ลายสวยแล้วจึงนำมาจับคู่กับไบค์บู๊ตหนังกลับ

 

3.Paris chic

ปารีเซียงชิคสุดหรู ที่โดดเด่นมากกับการแมตช์ไบค์บู๊ตสีพาสเทลสวยหวานกับกับแจ็คเก็ตสีชมพูและกระเป๋าโอเวอร์ไซส์

 

 

4.College cool

มินิมอลลุคสุดเท่ที่นำแรงบันดาลใจมาจากการแต่งตัวแบบคอลเลจสไตล์กับการแมตช์เสื้อลายสก๊อตผ้าทวีตกับแจ็คเก็ตและเพิ่ทแอคเซสซอรี่เป็นหมวกหรือเครื่องประดับสีหวานและจึงปิดท้ายด้วยไบค์บู๊ตลายสวยแปลกตา

 

 

5.Pop champagne

ปาร์ตี้ลุคสนุกสนานกับการแมตช์เดรสเข้ารูปลายสวยกับแจ็คเก็ตแพทเทิร์นแปลกตาแล้วจึงเพิ่มรายละเอียดด้วยกระเป๋าและรองเท้าไบค์บู๊ต

 

 

6.Fur luxe

วินเทจลุคสุดคลาสสิคโดดเด่นที่การแมตช์เสื้อเฟอร์วินเทจทรงแปลกกับสกินนี่ยีนส์สีคลาสสิคแล้วจึงนำมาจับคู่กับรองเท้าไบค์บู๊ตหนัง

 

 

7.Let it snow

สวีทลุครับลมหนาวสุดหวานโดดเด่นที่การแมตช์เสื้อเดรสวันพีชสีสดกับแจ๊คเก็ตสีขาวสะอาดตา พร้อมนำมาจับคู่กับเลคกิ้งและปิดท้ายด้วยไบค์บู๊ตคลาสสิค

 

 

8.Skinny jean

กางเกงยีนส์ก็ยังเป็นไอเท็มที่เหล่าแฟชั่นนิสต้าเลือกที่จะนำมาใช้กันแต่ครั้งนี้ลองเอาสกินนี่ยีนส์มาแมตช์กับเสื้อยืดสีเรียบลายสวยแล้วจึงนำมาจับคู่กับไบค์บู๊ตแบบมิลิทารี่สไตล์ก็จะได้ลุคเซอร์ที่ดูดี

 

 

SOURCE: AFP Relax News

วิธีใช้คอนแทคเลนส์ที่ผิด

วิธีใช้คอนแทคเลนส์ที่ผิด

การศึกษาใหม่จากประเทศสหรัฐอเมริกา เผยข้อมูลที่น่าตกใจว่ามีผู้ใช้คอนแทคเลนส์เพียงร้อยละ 2 เท่านั้น ที่ใช้ได้อย่างถูกวิธีและถูกสุขลักษณะ ในขณะที่อีกกว่าร้อยละ 80 ใช้คอนแทคเลนส์แบบผิดๆ และคิดว่าตนเองใช้คอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธีแล้ว
 

องค์กร NPR ของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการใช้คอนแทคเลนส์ของคนอเมริกัน ซึ่งได้เผยถึงนิสัยการใช้คอนแทคเลนส์ที่ผิดของคนส่วนใหญ่ เช่น การใส่คอนแทคเลนส์ระหว่างการว่ายน้ำ อาบน้ำ การนอนหลับ อีกทั้งยังใช้คอนแทคเลนส์เกินอายุการใช้งานโดยไม่รู้ตัว


คอนแทคเลนส์ที่นิยมกันส่วนใหญ่นั้น จะมีอายุการใช้งาน 2 สัปดาห์ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะใช้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ไปจนถึง 1 เดือน ทำให้สามารถเกิดอาการบาดเจ็บของดวงตาได้


จากการศึกษานี้ ยังพบว่าผู้ใช้คอนแทคเลนส์กว่าร้อยละ 72 มีอาการระคายเคืองจากการใช้คอนแทคเลนส์ ในขณะที่อีกร้อยละ 47 พบอาการติดเชื้อจากการใช้คอนแทคเลนส์


อีกหนึ่งพฤติกรรมแบบผิดๆ ของผู้ใช้คอนแทคเลนส์ คือการทำความสะอาดแบบไม่ถูกต้อง เช่น การไม่เปลี่ยนน้ำยาคอนแทคเลนส์สำหรับทำความสะอาด หรือการไม่เปลี่ยนกล่องใส่คอนแทคเลนส์เมื่อถึงเวลา


อาการบาดเจ็บและระคายเคืองที่เกิดขึ้นจากการใช้คอนแทคเลนส์อย่างไม่ถูกต้อง ขั้นเริ่มต้นจะมีอาการเยื่อตาอักเสบ ภาวะตาแดงจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง จะมีอาการขั้นร้ายแรงคือ Acanthamoeba การเกิดแผลในนัยน์ตาจากเชื้อ pseudomonas การเกิดหนองในดวงตา ไปจนถึงการติดเชื้อชนิด E. coli ซึ่งอาจนำไปสู่อาการตาบอดได้ ซึ่งการติดเชื้อโรคเหล่านี้อาจมาจากกิจกรรมทั่วไป เช่น การอาบน้ำ หรือการว่ายน้ำ ก็เป็นได้


นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำจากคณะจักษุแพทย์ของ The American Academy of Ophthalmology, Contact Lens Association, Cornea Society และ the American Society of Cataract ได้แบ่งปันวิธีการใช้คอนแทคเลนส์แบบถูกต้อง ได้แก่

 

1. หลีกเลี่ยงการให้คอนแทคเลนส์สัมผัสกับน้ำ ควรถอดคอนแทคเลนส์ก่อนประกอบกิจกรรมทางน้ำ
2. ควรใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์อย่างถูกต้อง ไม่ควรใช้ของเหลวอื่นๆ ในการล้าง
3. เปลี่ยนคอนแทคเลนส์ให้ตรงตามกำหนดอายุการใช้งาน
4. ล้างคอนแทคเลนส์โดยถูคอนแทคเลนส์ด้วยนิ้วมือ และล้างอีกครั้งด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์
5. ห้ามล้างคอนแทคเลนส์ด้วยน้ำเปล่า และควรเลือกกล่องใส่คอนแทคเลนส์ที่มีรูระบายอากาศ
6. เปลี่ยนกล่องใส่คอนแทคเลนส์ทุกๆ 3 เดือน

 



Source : AFP Relax News
 

โอบามา ออกกฎเหล็ก ห้ามลูกสาวใช้เฟซบุ๊ก

โอบามา ออกกฎเหล็ก ห้ามลูกสาวใช้เฟซบุ๊ก

ปธน.สหรัฐฯ หวงความเป็นส่วนตัว ออกกฎห้ามลูกสาวทั้งสองใช้เฟซบุ๊ก

 

ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา และ มิเชล โอบามา สตรีหมายเลขหนึ่ง ได้ออกกฎห้ามไม่ให้ลูกสาวทั้งสองคน คือ มาเลีย แอน กับ นาตาชา ใช้งานเฟซบุ๊ก ขณะที่มีผู้คนอีกนับ 800 ล้านคนที่ใช้งานอยู่

 

โดยข้อมูลดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ จากบทสัมภาษณ์ของโอบามา ที่ให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร People โดยเขาได้บอกถึงเหตุผลที่ออกกฎเหล็กดังกล่าวกับลูกสาวทั้งสองว่า “ทำไมเราถึงต้องให้คนทั้งโลกที่เราไม่รู้จัก มารับรู้เรื่องส่วนตัวของเราด้วย”  แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้พูดติดตลกว่า ไม่แน่ว่าอีก 4 ปี ลูกสาวทั้งสองของเขาอาจได้ใช้เฟซบุ๊กก็เป็นได้

 

กฎดังกล่าวนี้ ได้ถูกบังคับใช้ที่ทำเนียบขาวมาก่อนแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โอบามา จะห้ามลูกสาวทั้งสองคน ที่ขณะนี้มาเลีย แอน มีอายุแค่ 13 ปี กับนาตาชา ที่เพิ่งจะ 10 ปี ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้โอบามา ห้ามไม่ให้ลูกสาวทั้งสองคนใช้งานเฟซบุ๊กก็เป็นได้

 

เพราะหากศึกษาที่กฎและวิธีการใช้ของเฟซบุ๊กแล้ว จะพบว่า เรื่องของอายุ เป็นเรื่องที่ทางเฟซบุ๊กให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยทางเฟซบุ๊กเองก็มีกฏที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งหากดูตามกฎ ก็จะพบว่ามีเพียง มาเลีย แอน เท่านั้นที่สามารถมีบัญชีของเฟซบุ๊กได้

 

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทางเฟซบุ๊กจะมีกฎห้ามผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าใช้งาน แต่ก็มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กกว่า 7.5 ล้านคน ที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี โดยในกลุ่มดังกล่าว มี 5 ล้านคนอายุแค่ 10 ปี หรือน้อยกว่านั้น ซึ่งทางทีมงานเฟซบุ๊กเองก็ถือว่านี่เป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไข เพราะมีบางกลุ่มที่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองให้เข้าใช้งาน ในขณะที่อีกกลุ่ม ก็ใช้วิธีการโกหกอายุจริง เพื่อให้สามารถใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ดังกล่าวได้

 

 

Source : faceblog/ zdnet / faceblog  (Image)

มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อมาตรา 112

มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อมาตรา 112

“ทฤษฎี ณ พัทลุง” วาทยกรรุ่นใหม่วัย 24ปี ชี้แจงเหตุผลร่วมสนับสนุนแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 แม้ตนเองจะเป็นหนึ่งในกลุ่มนิยมเจ้า

 

Produced by VoiceTV 

 

น้ำท่วมฉุดจีดีพีปี 54 โตแค่ 1.4% ต่ำสุดรอบ 2 ปี

น้ำท่วมฉุดจีดีพีปี 54 โตแค่ 1.4% ต่ำสุดรอบ 2 ปี

ม.หอการค้าไทย คาดจีดีพีปีหน้าโตได้แน่ 4.7% จากการใช้จ่ายรัฐ-นโยบายประชานิยมหนุน ส่วนปีนี้จีดีพีโต 1.4% ต่ำสุดรอบ 2 ปี จากปัญหาน้ำท่วม

         

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้ปรับประมาณการตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยปี 2555 คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 4.7% จากการคาดการณ์ในเดือน ต.ค.ที่คาดว่าเติบโต 4.3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งการใช้งบเยียวยาน้ำท่วม 130,000 ล้านบาท และงบประมาณขาดดุลที่รัฐบาลกำหนดไว้ ผ่านโครงการของภาครัฐอีก 400,000 ล้านบาท หรือมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไตรมาสแรก 500,000 ล้านบาท รวมถึงนโยบายเพิ่มรายได้ของภาครัฐ ทั้งจากการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท/วัน และโครงการรับจำนำข้าว ที่จะทำให้เกษตรและภาคแรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 150,000 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก เติบโต 3-4% และครึ่งปีหลัง เติบโต 5-7%

         

 ทั้งนี้ ภาคการส่งออกในปี 2555 คาดจะขยายตัวได้ในระดับ 10.2% ชะลอตัวลงจากปีนี้ เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน แต่หากกระทรวงพาณิชย์ผลักดันการส่งออกปีหน้าให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 15% ก็จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าเติบโตได้ในระดับ 7% ตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้ได้เช่นกัน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ คาดจะเติบโต 3.5-4% ซึ่งไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เพราะกำลังซื้อภายในประเทศยังไม่กระเตื้อง จากผลกระทบของน้ำท่วม จึงคาดว่า ราคาสินค้าจะทรงตัว แต่กำลังซื้อในประเทศจะฟื้นเต็มที่ช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป และมีโอกาสที่ดอกเบี้ยเชิงนโยบาย จะปรับขึ้นได้ 0.5% ด้านปัจจัยการเมือง ยังไม่น่าห่วง

         

นายธนวรรธน์ กล่าวถึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า น่าจะเติบโตได้ 1.4% เท่านั้น ซึ่งเป็นการเติบโตต่ำสุดในรอบ 2 ปี นับจากปี 2552 จากผลกระทบของน้ำท่วม ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ติดลบ 3.7% จากการผลิตของภาคเกษตรไตรมาส 4 ติดลบ 5.8% การผลิตของภาคอุตสาหกรรมติดลบ 10.4% ส่วนภาคการใช้จ่าย ภาคเอกชน ติดลบ 2.0% และภาคการลงทุน ติดลบ 1.0% ขณะที่ภาคการส่งออก ติดลบ 5.5% แต่การส่งออกทั้งปี 2554 จะขยายตัวได้ 16.5% เนื่องจาก 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัวสูงมาก

 

Source : News Center / Thairath /  VoiceTV (Image) 

ศิริโชค เข้าพบ เฉลิม สอบ ส.ส.เพื่อไทยหมิ่นสถาบัน

ศิริโชค เข้าพบ เฉลิม สอบ ส.ส.เพื่อไทยหมิ่นสถาบัน

ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าพบรองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ปรากฏในคลิปภาพและเสียงในเว็ปไซต์ ปลุกระดมคนเสื้อแดงในต่างประเทศ ซึ่งมีเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อสถาบัน

 

นายศิริโชค โสภา ส.ส.จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายชวนนท์ อินทรโกมารสุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อมอบหนังสือให้กับร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ปรากฏในคลิปภาพและเสียงในเว็ปไซต์ยูทูป ในการปลุกระดมคนเสื้อแดงในต่างประเทศ เพราะมีเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเรียกร้องให้ร้อยตำรวจเอกเฉลิม ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน เข้าดำเนินการดำเนินตามกฏหมายในการระงับการเผยแพร่และเพื่อแสดงความจริงใจของรัฐบาลในการปราบปราม

ทั้งนี้การเข้ายื่นหนังสือต่อร้อยตำรวจเอกเฉลิมแทนการยื่นให้กับตำรวจเพื่อไม่ให้เป็นประเด็นทางการเมือง และไม่ให้มองว่าพรรคประชาธิปัตย์นำเรื่องของสถาบันมาใส่ร้ายทางการเมือง และหวังว่า ร้อยตำรวจเอกเฉลิมจะเดินหน้าการตรวจสอบอย่างจริงจังเพื่อสร้างความสบายใจให้กับคนไทย  

 

ขณะที่ร้อยตำรวจเอกเฉลิม ยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฏหมาย โดยจะดำเนินการตรวจสอบทันที พร้อมกับให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติสอบสวนควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะเร่งรัดอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกิดความชัดเจนในระยะเวลาอันใกล้

 

Produced by VoiceTV