วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เสวนาผู้ถูกกล่าวหากับอิสรภาพแห่งประเทศไทย

ข้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ มาตรา 112 (หนึ่งร้อยสิบสอง) ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการเสวนาของกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เพื่อวิเคราะห์ถึงผลดีและผลเสีย ในการบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรานี้ ซึ่งผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า ควรยกเลิก เพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จัดงาน "จิบน้ำชา สนทนาการเมือง" ครั้งที่ 5 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจการเมือง รับฟังมุมมองและแนวคิดจากนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ  ซึ่งในครั้งนี้จัดการเสวนาหัวข้อ "ผู้ถูกกล่าวหากับอิสรภาพแห่งประเทศไทย"

นางสาวจิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยมีโอกาสที่จะถูกกล่าวหาสูงขึ้น โดยเฉพาะข้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งสวนทางกับสิทธิในการขอประกันตัวในข้อหานี้กลับลดลง ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อต่อสู้ในชั้นศาลได้เหมือนคดีทั่วไป อีกทั้งยังกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายเผด็จการ เพื่อใช้กำจัดฝ่ายตรงข้าม

 
ด้านรศ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่า เกี่ยวข้องกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ กล่าวว่า ขณะนี้กระบวนยุติธรรมของไทยกำลังมีปัญหาอย่างหนัก ตั้งแต่กระบวนการตั้งข้อกล่าวหา จับกุม และพิจารณาคดี เหตุการณ์หลายอย่างในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สะท้อนการบังคับใช้กฎหมายสองมาตรฐานได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้คนไทยส่วนหนึ่งสูญเสียอิสรภาพ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุไว้ว่า  ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี

ซึ่งบทลงโทษในมาตรานี้ถูกเพิ่มโทษขึ้น ในปี 2519 ตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ภายหลังพลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ทำการรัฐประหารรัฐบาล ของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519   

ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่ากฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นมรดกจากอำนาจเผด็จการตั้งแต่ปี 2519 จึงเรียกร้องให้ยกเลิก เพื่อไม่ให้ผู้มีอำนาจ นำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และจำกัดอิสรภาพของคนไทย
 

Produced by VoiceTV