วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

แถลงคืบหน้า นโยบายรัฐบาลครบ 1 เดือน

แถลงคืบหน้า นโยบายรัฐบาลครบ 1 เดือน

โฆษกรัฐบาลแถลงคืบหน้าการดำเนินงานของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินครบ 1 เดือน

 

นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงความคืบหน้าการดำเนินงานของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินครบ 1 เดือน โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนในปีแรกที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในหลายเรื่อง ดังนี้

 

1. การปรองดองสมานฉันท์และฟื้นฟูประชาธิปไตย รัฐบาลได้เสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของประชาชนในชาติให้เกิดความสมัคร

 

สมานสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยรัฐบาลเตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างสมพระเกียรติโดยพร้อมเพรียงกัน

 

2. กำหนดให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็น "วาระแห่งชาติ" รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยตั้งเป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ว่า จะต้องลดปัญหายาเสพติดให้ได้ภายใน 1 ปี


 

3. ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ และเยียวยาผู้เดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัย รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายการบูรณาการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นระบบ และแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างเร่งด่วน

 

โดยรัฐบาลได้เพิ่มวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2554 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในทุกพื้นที่ของประเทศไม่ว่าจะเป็น ด้านพืช โดยเฉพาะ ข้าว ที่ปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือจากเดิมอัตราไร่ละ 606 บาท เป็นอัตราไร่ละ 2,222 บาท พืชไร่ พืชสวน ด้านประมง ด้านปศุสัตว์ ฯลฯ ตลอดจนได้เพิ่มวงเงินงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอีกจังหวัดละ 100 ล้านบาท รวมไปถึงการเร่งรัดการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาครัวเรือนละ 5,000 บาท

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ประชุมผ่านการสื่อสารทางไกล (Video Conference) จากตึกไทยคู่ฟ้าไปยังศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) กระทรวงมหาดไทย เป็นประจำทุกวันในช่วงเช้า เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบอุทกภัย และตัวแทนส่วนราชการ ในการเร่งสั่งการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมอบหมายให้รัฐมนตรีหมุนเวียนกันมาเป็นประธานประชุมเพื่อรายงานสถานการณ์และประเด็นที่แต่ละกระทรวงรับผิดชอบว่าได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง

 

4. เร่งนำสันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้จัดให้มีการประชุมเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงทั้งหมดเพื่อหารือร่วมกันในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้อย่างเร่งด่วน โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ยกร่างโครงสร้างการทำงานขึ้นมาใหม่ ใช้ชื่อว่า "ศูนย์บูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบ.กช.)" โดยให้รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นประธาน และให้ ศบ.กช. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับกอ. รมน. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา เพื่อรวบรวมข้อมูลนำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป

 

5. การฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เดินทางเยือนบรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของไทยที่จะร่วมมือกับประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อความก้าวหน้าของอาเซียน พร้อมย้ำเจตนารมณ์และความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน โดยให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ รัฐบาลสนับสนุนให้บริษัทเอกชนของไทยดำเนินธุรกิจในประเทศกลุ่มอาเซียนด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility - CSR) เร่งเดินหน้าความร่วมมือด้านการเกษตร อุตสาหกรรมอาหารและความมั่นคงด้านอาหาร(Food Security) ด้านสุขภาพ พลังงาน แรงงาน ส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการประชุมสัมมนา นิทรรศการหรืองานแสดงสินค้านานาชาติ (MICE) ตลอดจนร่วมพัฒนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ เทคโนโลยีนวัตกรรม รวมถึงงานวิจัย ระหว่างมิตรประเทศให้มากขึ้น 

 

6. แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง รัฐบาลได้ทำการปรับลดอัตราการเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงบางประเภทชั่วคราว มีผลตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2554 นี้เป็นต้นไป เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงทันที และปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้มุ่งสู่การสะท้อนราคาต้นทุนพลังงาน โดยต้องการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และรัฐบาลได้สั่งการให้ ปตท. ไปเร่งศึกษาการออกบัตรเครดิตพลังงานให้กับผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้สามารถออกบัตรเครดิตได้ภายในสิ้นปี 2554 โดยกลุ่มเป้าหมายคือแท็กซี่ สามล้อ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และรถตู้สาธารณะ เพื่อให้มีหลักประกันสามารถซื้อพลังงานประเภทต่างๆ เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพได้ ซึ่งผู้ประกอบการที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องก็จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้

 

7. ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ สร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาค รัฐบาลได้ดำเนินการให้ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาทอย่างเป็นรูปธรรมทันที 

 

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีมาตรการทางภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไป ได้แก่ บ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับนโยบายการคืนภาษีสำหรับรถยนต์คันแรกที่มีผลบังคับใช้ที่ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นการคืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคัน ตลอดจนคณะรัฐมนตรีมีมติการคืนภาษีสำหรับบ้านหลังแรก ที่มีเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2554 เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองโดยยกเว้นเงินได้ ที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือ ห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งมีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท คิดเป็นไม่เกิน 500,000 บาท รัฐบาลได้เร่งศึกษาเพื่อกำหนดมาตรการวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ย 0% ระยะเวลา 2-3 ปี สำหรับบ้านราคา 1-2 ล้านบาท เพื่อเป็นมาตรการเสริมจากโครงการบ้านหลังแรก โดยจะครอบคลุมบ้านมือสอง สินทรัพย์รอ การขาย (NPA) ของสถาบันการเงิน และบ้านหลังแรก โดยจัดสรรวงเงินสินเชื่อไว้ราว 10,000 ล้านบาท ซึ่งมีธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นผู้ดำเนินการ ตลอดจนปรับปรุงการลดค่าธรรมเนียมในการ จดจำนองและค่าโอน ให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

 

8. ยกระดับราคาสินค้าเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยดูแลราคาสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพที่เหมาะสม คำนึงถึงกลไกราคาตลาดโลก โดยใช้วิธีบริหารจัดการทางการตลาดและกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้า
รัฐบาลได้นำระบบรับจำนำสินค้าเกษตรมาใช้ในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร เริ่มต้นจากการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 ที่ราคาเกวียนละ 15,000 บาท และ 20,000 บาทตามลำดับ ในฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวรอบปี 2554/55 ซึ่งสามารถเริ่มโครงการได้ภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ตลอดจนบูรณาการและปรับปรุงโครงการรับจำนำข้าวให้เกิดความสุจริต โปร่งใส มีการตรวจสอบที่ชัดเจน เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร ปรับปรุงแก้ไขโครงการรับจำนำข้าวให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อคืนความเสมอภาคให้เกษตรกรให้ได้ราคามีความเป็นธรรม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ส่งเสริมรากฐานที่แข็งแรงของประเทศ

 

 

Produced by VoiceTV 

Source :  ThaiGov (lmage)