ชวนนท์ ออกแถลงการณ์โต้สุรเกียรติ์ กรณีเกาะกูด
| ชวนนท์ ออกแถลงการณ์ออกแถลงการณ์ชี้แจงกระบวนการจัดทำเอ็มโอยู 2544 โต้ สุรเกียรติ์ กรณี เกาะกูด
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค ปชป. ออกแถลงการณ์ชี้แจงกระบวนการจัดทำเอ็มโอยู 2544 เนื้อหาตอบโต้แถลงการณ์ของนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศ ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 4 กันยายน 2554 โดยระบุการลงนามเอ็มโอยูดังกล่าวเพื่อเป็นการรับรองว่าเกาะกูดเป็นของไทย มีความคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง ไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ ดังนี้
1.การเจรจาเพื่อแบ่งเขตและแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเลนั้น แม้จะมีการเจรจาติดต่อกันมาเป็นเวลานานแล้วจริง และไม่ใช่การเริ่มต้นที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแต่คำถามคือ การเจรจาต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปี ยังมีประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ โดยเฉพาะเส้นเขตทางทะเลของกัมพูชาที่ลากผ่านเกาะกูด ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย แล้วเหตุใดรัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่เพียง 5 เดือน จึงมั่นใจและกล้าที่จะลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยว่าด้วยพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิไหล่ทวีปซ้อนกัน (MOU) 2544 ช่วงเวลา 6 เดือน ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับข้อมูลใหม่ อะไรจึงทำให้การเจรจาลงตัว หลังจากการถกเถียงกันนับ 10 ปี 2. ข้อกล่าวอ้างที่ว่า MOU 2544 ทำให้กัมพูชายอมรับว่า เกาะกูดเป็นของไทย นับเป็นการสร้างความเสียเปรียบและเป็นข้ออ้างที่ผิด ในข้อเท็จจริงทางด้านประวัติศาสตร์ เกาะกูดนั้นเป็นของประเทศไทยชัดเจน ตามที่ได้มีการระบุไว้ใน "หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม กับเพรสิเดนต์แห่งริปับลิกฝรั่งเศส 23 มี.ค. ร.ศ.125" ในข้อ 2 ซึ่งระบุว่า รัฐบาลฝรั่งเสศ ยอมยกดินแดนเมืองด่านซ้ายและเมืองตราด อีกทั้งเกาะทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมสิงลงไปจนถึงเกาะกูดนั้นให้แก่กรุงสยาม ตามกำหนดเขตแดนดังกล่าวไว้ในข้อ 2 ของสัญญา ว่าด้วยปักปันเขตแดนดังกล่าวมาแล้ว ที่สำคัญที่สุดในปี 2513 ประเทศไทยได้ประกาศเส้นฐานตรง (Straight baseline) บริเวณเกาะกูด ซึ่งเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งอยู่บนพื้นฐานทางกฎหมายทางทะเล และยืนยันว่า เกาะกูดอยู่ภายใต้อธิปไตยและน่านน้ำของประเทศไทยอย่างชัดเจน ต่อมา ประเทศไทยได้ประกาศเส้นไหล่ทวีปทางทะเล ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่า การมี MOU 2544 ทำให้กัมพูชายอมรับว่า อธิปไตยเหนือเกาะกูดเป็นของไทยนั้น จึงเป็นพื้นฐานที่ผิดจากข้อเท็จจริงทางกฎหมาย และเป็นการสร้างเงื่อนไขที่ปราศจากข้อเท็จจริง ทำให้ประเทศต้องเสียเปรียบโดยไม่จำเป็น และต้องทำให้ประเทศไทยยอมรับเส้นเขตทางทะเลของกัมพูชา ซึ่งไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย และก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศ รวมทั้งเสียผลประโยชน์ทางทะเลซึ่งเป็นของไทยชัดเจน แต่กลับต้องมาพัฒนาร่วมกันกับกัมพูชา และการยกเลิก MOU ก็ไม่เป็นเหตุผลใดเลยที่กัมพูชาจ ะมีสิทธิอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูด 3.นอกจากนี้ เมื่อเกาะกูดเป็นของไทย ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เกาะกูดย่อมมีเขตทางทะเลเป็นของตนเอง การที่ประเทศไทยประกาศเส้นฐานตรงบริเวณที่ 1 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2513 เป็นผลให้น่านน้ำภายในเส้นฐานตรง เป็นน่านน้ำภายในของประเทศไทย และบริเวณที่ถัดออกมาจากเส้นฐานตรงเป็นทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ดังนั้น การทำ MOU 2544 ซึ่งมีแผนที่แนบท้าย จึงไม่สอดคล้องกับประกาศเส้นฐานตรงของไทย และอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้น กล่าวคือมาตรา 224 ที่ระบุว่า "หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา" แม้ MOU จะมีข้อบทว่าในข้อ 5 ว่า "จะไม่มีผลกระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของภาคี" ก็ตาม เนื่องจากการยอมรับแผนที่ใน MOU อาจมีนัยเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือเขตอำนาจแห่งรัฐของไทยได้ จึงไม่น่ายอมรับและเป็นประโยชน์กับไทย 4.ผมยืนยันว่า ไม่เคยคิดจะนำเรื่องผลประโยชน์ของชาติ มาเป็นประเด็นการเมืองให้เกิดความเสียหาย และมีความตั้งใจจะทำงานการเมืองด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อให้ประโยชน์ตกอยู่กับพี่น้องประชาชน แต่ในกรณี MOU 2544 นั้น ผมไม่สามารถหาเหตุผลใดๆ ได้เลย ในการที่ประเทศไทยจะต้องไปลงนามยอมรับเส้นเขตแดนทางทะเลของกัมพูชา ซึ่งไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย และที่สำคัญมากที่สุดคือ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยอย่างมหาศาล จึงเป็นหน้าที่ของผมในฐานะคนไทย ที่จะต้องตั้งคำถามและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไว้มิใช่หรือ 5.ผมสนับสนุนการเจรจาแบ่งเขต หรือแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเล เพื่อประโยชน์และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม และความถูกต้องตามหลักกฎหมาย มิใช่เร่งรัดให้เกิดการเจรจา แต่ประเทศกลับต้องเสียผลประโยชน์ที่ควรจะได้ และต้องมาแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับกัมพูชา โดยไม่ถูกต้อง เพราะในอนาคต หากมีการพัฒนาและแบ่งเขตในลักษณะนี้แล้ว มีการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้โดยกัมพูชา แล้วเมื่อมีการแบ่งเขตทางทะเลในภายหลังในพื้นที่ดังกล่าว โดยทรัพยากรธรรมชาติอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย ผู้ใดจะรับผิดชอบความเสียหายของประเทศ Source : matichon / vertextravel.com (Image) |